การใช้น้ำสกัดชีวภาพหนอนตายหยากควบคุมลูกน้ำยุงลาย

Chureeporn Wanichakulchaiporn ชุลีพร วณิชกุลชัยพร, Tawadchai Suppadit ธวัชชัย ศุภดิษฐ์, Tangon Munjaiton แตงอ่อน มั่นใจตน, Boonchong Chawsithiwong บุญจง ขาวสิทธิวงษ์

Abstract


การศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้น้ำสกัดชีวภาพหนอนตายหยากควบคุมลูกน้ำยุงลาย ในน้ำกลั่นและน้ำคลองแสนแสบ ปริมาตร 1 ลิตร ที่ระดับความเข้มข้น 6 ระดับ คือ 0, 10, 20, 30, 40 และ 50 มิลลิลิตร เปรียบเทียบกับน้ำสกัดชีวภาพสับปะรด โดยดูจากอัตราการตายของลูกน้ำยุงลายระยะที่ 4 เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของน้ำสกัดชีวภาพ ผลการศึกษา พบว่า ลูกน้ำยุงลายที่อยู่ในน้ำกลั่นผสมน้ำสกัดชีวภาพหนอนตายหยากที่ระดับความเข้มข้น 0 มิลลิลิตร มีอัตราการตายร้อยละ 86.33 และที่ระดับความเข้มข้น 10 ถึง 50 มิลลิลิตรมีอัตราการตายร้อยละ 100 ส่วนลูกน้ำยุงลายที่อยู่ในน้ำคลองผสมน้ำสกัดชีวภาพหนอนตายหยากที่ระดับความเข้มข้น 0 มิลลิลิตร มีอัตราการตายร้อยละ 78.33 และที่ระดับความเข้มข้น 10 ถึง 50 มิลลิลิตรมีอัตราการตายร้อยละ 100 ลูกน้ำยุงลายที่อยู่ในน้ำกลั่นผสมน้ำสกัดชีวภาพจากสับปะรดที่ระดับความเข้มข้น 0 และ 10 มิลลิลิตร มีอัตราการตายร้อยละ85.33 และ 93.33 ตามลำดับ และที่ระดับความเข้มข้น 20 ถึง 50 มิลลิลิตร มีอัตราการตายร้อยละ 100 และลูกน้ำยุงลายที่อยู่ในน้ำคลองผสมน้ำสกัดชีวภาพจากสับปะรดที่ระดับความเข้มข้น 0 และ 10 มิลลิลิตร มีอัตราการตายร้อยละ 72.67 และ 80.67 ตามลำดับ และที่ระดับความเข้มข้น 20 ถึง 50 มิลลิลิตร มีอัตราการตายร้อยละ 100 จากการศึกษาครั้งนี้สามารถสรุปได้ว่า น้ำสกัดชีวภาพหนอนตายหยากมีความเป็นพิษต่อลูกน้ำยุงลายในทุกระดับความเข้มข้นตั้งแต่ 10, 20, 30, 40 และ 50 มิลลิลิตร โดยมีอัตราการตายของลูกน้ำยุงลายร้อยละ 100 ในทุกหน่วยการทดลอง ส่วนในน้ำสกัดชีวภาพสับปะรดมีความเป็นพิษต่อลูกน้ำยุงลายที่ระดับความเข้มข้นตั้งแต่ 20, 30, 40 และ 50 มิลลิลิตร ซึ่งจะเห็นได้ว่าความเข้มข้นของน้ำสกัดชีวภาพที่เพิ่มขึ้นจะมีผลต่อจำนวนการตายของลูกน้ำยุงลาย


References


กรมวิชาการเกษตร. 2547. น้ำสกัดชีวภาพ. ค้นวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2550 จาก

http://www.doa.go.th/th/Show Articles.aspx?id=174

กฤษณา ภูตะคาม. 2525. รวบรวมรายงานการศึกษารากหนอนตายหยาก.เชียงใหม่เภสัชสาร.

นิจศิริ เรืองรังษี และพยอม ตันติวัฒน์. 2534. พืชสมุนไพร. กรุงเทพมหานคร :

สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์.

ประคอง พันธุ์อุไร. 2520. รายงานการศึกษาชีววิเคราะห์ของรากหนอน

ตายหยาก. วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์.

พาลาภ สิงหเสนี. 2535. พิษของยาฆา่แมลงต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม. พิมพ์ครั้งที่ 3กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

รัตนาภรณ์ พรหมศรัทรา. 2543. การสกัดสารออกฤทธิ์จากโลติ๊น หนอนตายหยากและสะเดา. ใน เอกสารการฝึกอบรมการสกัดสารออกฤทธิ์จากโลติ๊น หนอนตายหยาก และสะเดา ในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช. สถาบันวิจัยและพัฒนาการผลิตสารธรรมชาติ กรมวิชาการเกษตร.

วาสนา ไชยคำ. 2545. ฤทธิ์ฆ่าแมลงของสารสกัดจากหนอนตายหยาก(Stemona sp.) และเถาวัลย์เปรียง (Derris scandens Benth.). วิทยานิพนท์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

วิชิต พิพิธกุล และสุชาติ ปริยานนท์. 2526. คู่มือประกอบการเรียนกีฏวิทยาทาง

การแพทย์.ภาควิชาปารสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

สัมฤทธิ์ สิงหอาษา. 2540. กีฏวิทยา – อะคาโรวิทยาทางการแพทย์และสัตวแพทย์.กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สุชาติ อุปถัมภ์, สมศักดิ์ พันธุวัฒนา, วนิดา นาควัชระ, เนาวรัตน์ ศุขะพันธุ์,ปัทมาภรณ์ กิตยารักษ์ และ ชูศักดิ์ ประสิทธิสุข. 2526. กีฏวิทยาทาง

การแพทย์. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์บารมี.

สุธรรม อารีกุล. 2534. พืชยาฆ่าแมลงของไทย. วารสารราชบัณฑิตยสถาน.

SAS Institute. 1996. SAS User’s Guide, Version 6.12. Cary, N.C.: SAS Institute, Incorporate.


Full Text: PDF

Refbacks

  • There are currently no refbacks.